Browse Category: เรื่องน่าสนใจ

รถเก๋งซิ่งอัดท้ายรถ กทม. ทำเด็ก 8 ขวบเสียชีวิต-คนขับสาหัส

เก๋งซิ่งชนท้ายรถดูดสิ่งปฏิกูล กทม. บนเส้นทางคู่ขนาน เด็ก 8 ขวบดับ สาหัส 4 ราย โดย พ.อ.อ. คนขับ-ร.ต.หญิง คนนั่งข้าง อาการสาหัส ด้านหน้ารถพังยับ

เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 15 พ.ค. ร.ต.อ. ยุทธนา พลอยสุก รอง สว.(สอบสวน) สน.คู่ขนานลอยฟ้า รับแจ้งเหตุรถยนต์ชนท้ายกับรถดูดสิ่งปฏิกูล ของสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร บนทางยกระดับคู่ขนานลอยฟ้าฝั่งขาเข้าบริเวณช่วงตัดกับถนนกาญจนาภิเษก แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กทม. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายรายยังติดอยู่ในยานพาหนะ จึงได้นำกำลังเจ้าหน้ารุดไปยังที่เกิดเหตุ

โดยที่เกิดเหตุเป็นถนน 4 เลนสวนทางมีแบริเออร์กันเลนปิดการจราจรเพื่อเตรียมสถานที่แข่งวิ่งมาราธอนในช่วงเช้า พบรถเก๋งยี่ห้อ โตโยต้า รุ่นโซลูน่า สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน พฮ 9308 กรุงเทพมหานคร ด้านหน้ารถพังยับเยินจนถึงห้องโดยสาร อัดอยู่กับท้ายรถดูดสิ่งปฏิกูล สีเหลือง ทะเบียน 78-4230 กรุงเทพมหานคร มีนายอำนวย รุ่งเพ็ง อายุ 40 ปี เป็นคนขับรถ ตรวจสอบภายในรถเก๋งคันที่ชนท้ายพบ พ.อ.อ. ศรีสัจจา จันทร์ลอย อายุ 51 ปี เป็นผู้ขับขี่ ถูกคอนโซลรถกดทับที่บริเวณขาอาการสาหัส ที่บริเวณแขนและขา เจ้าหน้าที่อาสาสมัครต้องใช้เครื่องตัดถ่างนำตัวออกมาก่อนเร่งนำส่งโรงพยาบาลวชิรพยาบาลเป็นการด่วน โดยบริเวณเบาะหลังพบผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นเด็กทราบชื่อต่อมาคือ ด.ญ.ณิชารีย์ เดชคุณมาก อายุ 8 ปี สภาพศพ คีรษะเปิด แขนขาหักผิดรูป

เทียบสเป็ค Honda Civic 1.5 RS และ Ford Focus 1.5 EcoBoost ราคาต่างกัน 1 แสน อ็อพชั่นใครเหนือกว่า?

 

ก่อนหน้านี้ Sanook! Auto จับเอารถคอมแพ็คมาแรง ‘Honda Civic 2016′ ใหม่ มาเทียบกับ ‘Mazda3′ กันไปแล้ว ซึ่งก็ได้กระแสตอบรับพอสมควร (คลิกอ่านที่นี่) คราวนี้ถึงทีของคู่แข่งสายตรงอย่าง ‘Ford Focus 2016′ ไมเนอร์เชนจ์ใหม่กันบ้าง

     เหตุที่เรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งสายตรงก็เพราะทั้งคู่ถูกเปิดตัวในเวลาไล่เลี่ยกัน (แม้ว่าโฟกัสจะเป็นเพียงการไมเนอร์เชนจ์ก็เถอะ) แถมยังใช้เครื่องยนต์เทอร์โบขนาด 1.5 ลิตรเท่ากัน ซึ่งกำลังกลายเป็นเทรนด์ของเครื่องยนต์ยุคใหม่ที่เรียกกันว่า ดาวน์ไซส์ซิ่งเทอร์โบ หรือการลดขนาดเครื่องยนต์ลง แล้วพ่วงระบบเทอร์โบ

ตัวถังและเครื่องยนต์

     ทั้งคู่ใช้เครื่องยนต์เบนซินความจุ 1.5 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบ แต่เครื่องยนต์ของโฟกัสให้กำลังสูงสุดมากกว่าที่ 180 แรงม้า แถมแรงบิดก็ยังมากกว่าที่ 240 นิวตัน-เมตร ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ต่างจากซีวิคที่เป็นแบบ CVT แถมยังรองรับน้ำมัน E85 ด้วย

     ตัวถังของซีวิคมีความยาวกว่าตัวถังแฮทช์แบ็คของโฟกัสอย่างชัดเจน แต่โฟกัสก็ได้เปรียบเรื่องความกว้างและความสูงมากกว่าซีวิคเล็กน้อย ซึ่งตัวเลขนี้อาจไม่ได้บ่งบอกถึงความกว้างขวางภายในห้องโดยสารอย่างชัดเจน เพราะขึ้นอยู่กับการดีไซน์ภายในมากกว่า

อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก

     จุดต่างสำคัญก็คือไฟหน้าที่ซีวิคเลือกใช้แบบ LED ขณะที่โฟกัสยังคงเป็นแบบฮาโลเจนอยู่ ซึ่งอาจดูขัดตาไปเสียหน่อยสำหรับรถที่มีระดับราคาเกิน 1 ล้านบาท ขณะที่ทั้งคู่ติดตั้งไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED เป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาให้

 

อุปกรณ์มาตรฐานภายใน

     ซีวิคติดตั้งเบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้า ขณะที่โฟกัสมีเฉพาะฝั่งคนขับเท่านั้น รวมถึงสวิตช์เบรกมือแบบไฟฟ้าพร้อมระบบ Auto Brake Hold ที่ช่วยให้ดูพรีเมี่ยมขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนระบบครูซคอนโทรลของโฟกัสมีระบบจำกัดความเร็วตามมาตรฐานยุโรปมาให้ด้วย

     จุดต่างสำคัญอีกอย่างก็คือระบบรีโมทสตาร์ทที่มีให้เฉพาะซีวิค ขณะที่โฟกัสเป็นระบบปุ่มสตาร์ททำงานคู่กับกุญแจอัจฉริยะทั่วไป

เครื่องเสียง

     โฟกัสเลือกใช้เครื่องเสียงจากโซนี่ สามารถเล่นแผ่น CD/MP3 ได้ มีระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC 3 ใหม่ล่าสุดมาให้ ขณะที่ซีวิครองรับการสั่งงานด้วยเสียงเฉพาะระบบโทรศัพท์ หรือไม่ก็ต้องพึ่งระบบ SIRI บนโทรศัทพ์ไอโฟน

ระบบความปลอดภัย

     ฟอร์ด โฟกัส ถูกชูโรงในเรื่องความปลอดภัยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว โดยโฉมไมเนอร์เชนจ์ใหม่ติดตั้งระบบ Active City Stop ที่รองรับความเร็วสูงสุด 40 กม./ชม. รวมถึงระบบช่วยจอดอัจฉริยะ Enhanced Active Park Assist ที่รองรับการจอดทั้งแบบขนานและเข้าซอง

     ขณะที่ซีวิคก็มีระบบเตือนมุมอับสายตา Honda LaneWatch มาให้ ซึ่งไม่เพียงแต่เตือนด้วยสัญลักษณ์เหมือนค่ายอื่นๆเท่านั้น แต่ใช้วิธีแสดงภาพด้านข้างให้เห็นบนหน้าจอกันเลย

     ส่วนราคาจำหน่ายของทั้งคู่ หากมองเฉพาะรุ่นท็อปมาเปรียบเทียบกัน จะพบว่าซีวิคแพงกว่าโฟกัสอยู่ 1 แสนบาทพอดี ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนครับ

ราคาจำหน่าย

  • Honda Civic 1.5 TURBO RS ราคา 1,199,000 บาท
  • Ford Focus 1.5 EcoBoost Sport ราคา 1,099,000 บาท

เทคนิคเรียนรู้และฝึกภาษาอังกฤษด้วยตนเอง

ทำไมคนถึงอยากเก่งภาษาอังกฤษ

ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางของโลก ใครรู้ภาษาอังกฤษก็สามารถลุยได้ทั่วโลก ทั้งการต่อยอดการศึกษา การทำงานและการทำการค้า
สำหรับในประเทศไทยเป็นที่รู้กันอยู่ว่าภาษาอังกฤษเพิ่มโอกาสการได้รับเข้าทำงาน เท่านั้นไม่พอ ความรู้ภาษาอังกฤษช่วยให้ได้งานดีเงินเดือนสูง งานฝ่ายขายต่างประเทศ งานจัดซื้อต่างประเทศ งานเหล่านี้เงินเดือนเริ่มต้นที่ 20,000-50,000 บาททั้งสิ้น ส่วนการค้า ใครได้ภาษาค้าขายกับฝรั่ง ทำส่งออก หรือทำ eBay, Amazon, Alibaba ฯลฯ ร่ำรวยกันไป หรือถ้าจะทำงานบริการก็รับจ้าง รับเขียน รับแปล งานกับฝรั่งก็ได้เงินเยอะมาก ยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงที่พบเห็นและประสบเอง

งานรับเขียนบทความภาษาอังกฤษลง Blog: ในบ้านเราค่าบทความละ 50-200 บาท ต่างประเทศรับเขียนบทความละ 500-1500 บาท
งานรับแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย: ในบ้านเราค่าแปลหน้าละ 200-300 บาท ต่างประเทศค่าแปลหน้าละ 400-800 บาท
งานประจำตำแหน่งจัดซื้อในประเทศ เงินเดือน 10,000-15,000 บาท จัดซื้อต่างประเทศเงินเดือน 20,000-35,000 บาท
เหล่านี้นี่คือสิทธิประโยชน์ทางโลกของคนเก่งภาษา

ทำไมการท่องจำภาษาอังกฤษไม่เวิร์ค

สิ่งแรกที่ผมขอบอกเลยคือ อย่าพยายามท่องจำเพราะการท่องจำไม่ช่วยให้คุณเก่งภาษาอังกฤษ ท่องเท่าไรก็ลืมเท่านั้น วิธีพัฒนาความสามารถด้านภาษาอังกฤษเกิดได้ทางเดียวคือใช้งานจริงเยอะๆ ส่วนการอ่านหนังสือ การฟังบทสนทนา เป็นการพัฒนาความรู้และความเข้าใจและลับคมด้านภาษาไม่ให้สึกหรอ

สมองของคนมีกำลังในการจดจำที่จำกัด สมมุตสมองจำได้ 10 หน่วย วันนี้คุณท่องจำ 10 คำ พรุ่งนี้ท่องจำอีก 10 คำ ตัวทีท่องเมื่อวานก็ลืมแล้ว หากผ่านไป 1-2 เดือนไม่ได้ใช้งานก็ลืมหมดเกลี้ยง แต่การใช้งานจริงเช่นการสื่อสาร สนทนา พูดคุย เหล่านี้เรียกว่าประสบการณ์ ประสบการณ์จะบันทึกลงไปในจิตใต้สำนึกซึ่งมีศักยภาพสูงกว่าสามัญสำนึก นั่นจึงเป็นเหตุให้คุณจำคำศัพท์และประโยคได้ กล่าวคือไม่ได้จำจากความจำระดับสมอง แต่จำจากประสบการณ์ในจิตใต้สำนึก

66

5 วิธีฝึกภาษาอังกฤษสำหรับคนอยากเก่งภาษาอังกฤษ

1. เรียนพิเศษ:
การเรียนพิเศษเป็นสิ่งจำเป็นมาก คุณต้องการครูเพื่อปูพื้นฐานและแนะแนวการเรียน การเรียนพิเศษก่อให้เกิดการได้ใช้งานจริงคือการทำงานเขียน ทำแบบทดสอบ การสนทนากับเพื่อนและครู และต่อยอดไปสู่การสร้างสังคมคือมีเพื่อนในที่เรียน ถ้าต้องการการสนทนาเยอะอย่างเป็นธรรมชาติให้เรียนกับครูฝรั่ง ใช้คอร์สพื้นฐาน เน้นพูดเยอะ ช่วยได้ ยิ่งพูดเยอะ ยิ่งเป็นเร็ว สุดท้ายไม่ต้องไปนั่งท่องอะไรเลย โดยเฉพาะกิริยาช่อง 1 ช่อง 2 ช่อง 3 อะไรพวกนั้น ท่องไปเถอะครับ ท่องไปก็ใช้ไม่เป็น แต่ถ้าได้พูดกับฝรั่งบ่อยๆ เป็นเลย

2. มีกลุ่มเพื่อนที่พูดภาษาอังกฤษ:
ไม่จำเป็นต้องเป็นฝรั่งทั้งหมด มาเลย์เซีย เกาหลี ไต้หวัน อะไรก็ได้ คุณจะพบกลุ่มเหล่านี้ได้จากที่เรียนพิเศษ ก็สานสัมพันธ์กันไป ผมเองครั้งหนึ่งก็มีเพื่อนร่วมคอนโดเป็นชาติแถบเอเชียและแขกขาวที่พูดอังกฤษทั้งหมด แล้วผมก็ไปสนิทกับพวกเขา ไปเที่ยวกันในวันหยุด อยู่ด้วยกันทั้งวัน ไปทำกิจกรรมที่โบสถ์ ผมได้พูดภาษาอังกฤษเยอะมากและช่วยผลักดันศักยภาพทางภาษาอย่างมากมายมหาศาล

3. มีตำราประจำตัว:
ภาษาอังกฤษสำคัญที่โครงสร้างประโยค คือถ้าคุณรู้โครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษซึ่งมันมีอยู่ไม่กี่อย่าง อาทิ I do… /I do not… /I can… /I cannot… /I want… /I will… ฯลฯ แล้วตามด้วยคำศัพท์ คำกิริยา ฯลฯ เหล่านี้คือการสร้างโครงสร้างประโยค ถ้าคุณผสมโครงสร้างประโยคได้ ก็จบแล้วครับภาษาอังกฤษ ที่เหลือเป็นเรื่องของการเอาคำศัพท์มาปะติดปะต่อและการเลือกใช้ Tense ซึ่งความท้าทายของภาษาคือ Tense ซึ่งในภาษาอังกฤษแยก ปัจจุบัน อดีต อนาคต แบ่งเป็นอย่างต่ำ 6 tense และคำกิริยาก็ดันแยกออกเป็นสามตามแต่ละ tense

4. ฝึกฟังภาษาอังกฤษผ่าน Youtube และ Pod Cast:
ผมใช้บ่อยคือการเปิด Youtube พวกการพูดอย่าง TED Talk และ Pod Cast ที่ Blogger ฝรั่งชอบบันทึกแล้วนำไปเผยแพร่บัน Blog การฟังเป็นการฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะต้องใช้สติและสมาธิสูง ข้อมูลจะเข้าหัวได้ดีกว่าการฟังจากการดูหนังฝรั่ง

ปัญหาของภาพยนตร์ฝรั่งแบบอเมริกันคือภาษาอังกฤษแบบอเมริกันพูดเร็ว เป็นภาษาแสลงและภาษาโจ๋ๆที่เข้าใจยาก ผมดูหนังฝรั่งอเมริกันไม่เคยเข้าใจอะไรที่มันพูดเลย

แต่ถ้าเป็นภาพยนตร์อังกฤษอันนี้มีความเป็นภาษาที่ฟังออกและเข้าใจง่ายมากกว่าเยอะ ที่ผ่านมาคนมักแนะนำให้ดูหนังฝรั่งเพื่อฝึกภาษา แต่ผมขอแนะนำไปโหลด talk show ของนักพูดใน Youtube ดีกว่าเพราะคนเหล่านี้มีภาษาพูดที่ถูกต้องและชัดเจนมากกว่าเยอะ คุณสามารถทดสอบความแตกต่างได้โดยการเข้า Youtube ไปดู clip หนังฝรั่งอเมริกันแล้วลองไปดู clip สอนการพูดโดย Roger Love จะเห็นว่าแตกต่างกันมากในเรื่องของความชัดเจนของภาษา

5. อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ:
การอ่านเป็นการฝึก พัฒนา และลับคมความรู้ภาษาอังกฤษในระยะยาวได้เป็นอย่างดี คุณสามารถเลือกอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้มากมายตามใจชอบ สนใจเรื่องใดอ่านเรื่องนั้น เรื่องที่คุณสนใจจะเป็นแรงผลักดันให้อยากอ่านอยากศึกษา ส่วนข้อแนะนำในการอ่านหนังสือคือหลีกเลี่ยงหนังสือที่เป็นวิชาการมากเกินไป เพราะหนังสือเหล่านี้เป็นเนื้อหาหนัก เขียนโดยนักวิชาการ ด็อกเตอร์ และผู้มีความรู้สูง ซึ่งปัญหาของคนมีความรู้สูงมากเกินไปคือถ่ายทอดภาษาที่เข้าใจอยู่คนเดียว คุณควรเลือกอ่านหนังสือที่เขียนโดยคนทั่วไปทีอยากแชร์ประสบการณ์และความรู้ของตัวเอง คนทั่วไปเหล่านี้เขียนด้วยภาษาง่ายๆเหมือนผมและคุณ อ่านง่าย เข้าถึงง่าย ช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาได้เร็วเพราะไม่เครียดในความเป็นวิชาการอันซับซ้อน

นี่คือ 5 วิธีฝึกภาษาอังกฤษสำหรับคนอยากเก่งภาษาอังกฤษ ที่ต้องทำสม่ำเสมอทุกวันอย่าหยุด ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาแม้ผมทำงานที่ใช้ภาษาแต่ก็ไม่หยุดฝึก ผมอ่าน Blog ฝรั่ง ฟัง Youtube Talk show และฟัง Podcast และอ่านหนังสือต่างประเทศ อ่านสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง บางเล่มซื้อมาอ่านไม่รู้เรื่องทั้งเล่มก็มี ประสบการณ์หลากหลายกับการฝึกภาษา แต่อย่าลืมว่านี่คือ Life time learning เรียนแล้วหาโอกาสใช้งานด้วย ประสบการณ์สำคัญที่สุดครับ

ขอขอบคุณที่มา http://www.theceoblogger.com/5-way-to-learn-english/